เบอร์ดี มงคล


เบอร์ดี มงคล @ BerdeeMongkol.com ยินดีต้อนรับ


เบอร์ดี มงคล รวมเรื่องราวเกี่ยวกับ เบอร์ดี เบอร์มงคล เลขศาสตร์ ซิมการ์ด เบอร์สวย เบอร์โทรศัพท์มือถือ ความคิด ความเชื่อ และข้อมูลสารพันที่อยากแชร์และแบ่งปัน

เมื่อทุกท่านได้เข้ามาสู่บล็อกแห่งนี้แล้ว อยากให้เริ่มต้นที่หัวข้อ "เบอร์ดี มงคล" Welcome ก่อนนะคะ

เป็นการทำความรู้จักกันก่อน จากนั้นแล้วเชิญเลือกอ่านหน้าอื่นๆที่สนใจได้ตามอัธยาศัย


ขอบคุณอย่างยิ่ง... ที่แวะเข้ามาที่นี่ และหวังว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับคุณอีกครั้งนะคะ


เบอร์ดี มงคล : ในแบบฉัน

เบอร์ดี มงคล : ในแบบฉัน

เลขที่ชอบ เลขที่ใช่ เลขที่ไม่ และเลขที่มี

เบอร์มือถือ มีเอกลักษณ์คือแต่ละเบอร์ไม่ซ้ำกัน
ไม่มีเบอร์ไหนที่เหมือนกันเป๊ะ เป็นไปได้ก็แค่คล้ายๆกัน

คนแต่ละคนมีความชอบในเลขที่ต่างกัน ยามเลือกเบอร์ก็เลือกต่างกัน
หรือบางครั้งก็ผูกพันกับเลขบางเลข และมักจะเลือกเลขนั้นโดยไม่รู้ตัว

ถือว่าอ่านเล่นเพลินๆยามว่างแล้วกันนะคะ

สำหรับตัวผู้เขียนเอง

เลขที่ชอบ : 24 , 42 , 45 , 56 , 59 , 65

เลขที่ใช่ :  14 , 15 , 24 , 36 , 41 , 42 , 45 , 50 , 51 , 54 , 55 , 56 , 59 , 63 , 65

เลขที่ไม่ : 01 , 02 , 03 , 10 , 12 , 13 , 20 , 28 , 30 , 31 , 33 , 34 , 37 , 48 , 70 , 73 , 76 , 77 , 80 , 82 , 84 , 88

เลขที่มี : 54 , 55 , 56 , 59 , 65 , 85 , 89 , 99

ผู้เขียนมีความชอบส่วนตัวเป็นพิเศษในเลข 24 ที่อ่านแล้วความหมายดีมาก จำได้ฝังใจอยู่เสมอ ว่าเป็นเลขที่อ่อนหวาน อ่อนโยน มีเสน่ห์ น่ารัก และเป็นที่รักของคนรอบข้าง ^^ เรียกได้ว่าเป็นเลขที่เทใจให้อย่างมาก แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีเบอร์ที่มีเลข 24 เสียที...

อีกเลขหนึ่งที่ชอบคือ 56 หรือ 65 จากที่ได้อ่าน ได้ยิน และได้ฟังมา ใจความสำคัญ คือเป็นเลขดีมาก ทั้งเงินทอง ความรัก และความสุขสมหวัง ผู้เขียนมีเบอร์โทรที่มีเลขนี้อยู่แล้วด้วย ... เลข 56 และ 65 นี้จึงเป็นทั้งเลขที่ชอบ เลขที่ใช่ และเลขที่ตนเองมีค่ะ

ด้วยความที่ชอบในเรื่องตัวเลข ทำให้ รักเบอร์นั้น เสียดายเบอร์นี้ เมื่อลองมองดูเบอร์ที่มีอยู่ทั้งหมด
ก็ยังรู้สึกหมั่นไส้ในความโลภของตัวเองนิดๆ ... แน่นอนค่ะ ผู้เขียนไม่ได้ใช้เบอร์มือถือแค่เบอร์เดียวแน่ๆ ( มันมากกว่านั้นเยอะค่ะ 555+ )

หากถามว่าใช้แล้วเป็นอย่างไร... ขอบอกว่าตอบไม่ถูกจริงๆ

ส่วนนึงเพราะไม่มั่นใจว่า สิ่งที่เป็นตัวเองในปัจจุบันตอนนี้ใช่ผลจากการใช้เบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า
แต่หากถามว่าทุกวันนี้ชีวิตแฮปปี้ดีไหม... ก็ตอบได้ว่าแฮปปี้ มีความสุขดีค่ะ งานที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จดี มีเงินหมุนเวียนและเงินออม มีทรัพย์สินครบทุกอย่างที่พึงมี สามารถดูแลทุกคนในครอบครัว ตลอดจนลูกน้องบริวารให้อยู่ดีมีสุขได้ แต่ใช่ว่าจะปราศจากความทุกข์นะคะ อย่างไรก็ตาม.. ทุกวันนี้พอใจในทุกๆอย่างที่มีและที่เป็นในปัจจุบันค่ะ ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นคนทำงานเยอะมากๆ มุ่งมั่นอยู่กับงาน ไม่เที่ยวเตร่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใดๆ จึงเชื่อว่าสิ่งที่ทำมาโดยตลอดนั้นน่าจะเป็นพลังหลักที่ส่งผลให้มีวันนี้ ส่วนพลังจากตัวเลขแม้ฟันธงไม่ได้ว่ามีส่วนหรือไม่ แต่ในจิตใจส่วนลึกก็คิดเช่นนั้นอยู่ตลอดนะคะ


www.berdeemongkol.com



เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

เบอร์ดี มงคล : ใครเปลี่ยนก่อน

ใครเปลี่ยนก่อน ดีนะ ...piority of change

หากท่านเป็นคนหนึ่งที่กำลังหา เบอร์มงคล
โดยตั้งใจจะเปลี่ยนให้ครบทุกคนในครอบครัว

ซึ่งกว่าจะเจอแต่ละเบอร์ไม่ใช่ง่ายๆเลย
เมื่อหาเจอแล้ว 1 เบอร์ จะให้ใครเปลี่ยนก่อนดีคะ ?
คุณพ่อ คุณแม่ พี่ น้อง คู่ครอง หรือตัวเอง ?


หากว่าเบอร์ที่เจอเป็นเบอร์ที่เหมาะเฉพาะกับคนใดคนนึงเป็นพิเศษ หรือเรามีความสามารถในการหาได้ทีเดียวครบทุกคนก็คงจะไม่ต้องคิดให้เสียเวลา แต่หากสถานการณ์นี้เกิดกับคุณอยู่ อยากเปลี่ยนให้ทุกคนในบ้าน และเจอเบอร์ที่เหมาะแล้ว เป็นเบอร์แรก และยังหาเบอร์อื่นไม่ได้เบอร์เลย

จะให้ใครเปลี่ยนก่อนดีคะ ?

ครั้งนึงในอดีต ผู้เขียนเคยพบกับสถานการณ์เช่นที่กล่าวมา เมื่อได้อ่าน เมื่อได้รู้ จึงได้คิด

คิดถึงทุกคนในครอบครัว แต่ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ห่วงใยและปรารถนาดี ชักจูง โน้มน้าว ให้ทุกคนยอมเปลี่ยนเบอร์ที่ใช้อยู่ โดยคิดว่า ตัวเองจะเปลี่ยนเป็นคนสุดท้าย หลังจากที่หาเบอร์ให้ทุกคนครบแล้ว

แต่รู้สึกได้ว่า.. สำเร็จยากเหลือเกิน ทั้งการหาเบอร์และการชักจูงให้ผู้ใหญ่ในบ้านยอมเปลี่ยนเบอร์

จนเมื่อได้ฟังประโยคนึง ... "ตัวคุณเองยังเปลี่ยนไม่สำเร็จเลย จะไปเปลี่ยนให้คนอื่นได้หรือ"
"ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน ถึงจะมีความสามารถช่วยคนอื่นได้"

จริงสินะ... แม้คำพูดนั้นอาจจะไม่ได้ถูกต้องเต็มร้อย แต่ก็ทำให้เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่
ถ้าตัวเราเองยังไม่มี เราจะไปช่วยคนอื่นให้มีคงเป็นไปได้ยาก
ถ้าตัวเราเองไม่มีความรู้ จะสอนคนให้รู้ได้อย่างไร
ถ้าตัวเราเองไม่เก่ง จะทำให้คนอื่นเก่งได้อย่างไร

เวลาที่ขึ้นเครื่องบิน คำแนะนำในการใช้หน้ากากและเสื้อชูชีพ คือ ให้สวมให้ตนเองเรียบร้อยก่อนที่จะสวมให้เด็ก เมื่อตัวเองปลอดภัยก็จะสามารถช่วยเด็กให้ปลอดภัยได้ แต่ถ้าห่วงเด็กก่อน อาจจะพาให้แย่กันไปทั้งคู่

ผู้อ่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ย่อมได้ทั้งนั้น
ผู้เขียนเพียงอยากบอกเล่าสิ่งที่เคยพบเจอและแนะนำในเรื่องอาจจะมีประโยชน์บ้าง ว่า...

เมื่อเราเป็นคนเริ่มต้น และกำลังเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนเบอร์ให้ดี
คนที่ควรเปลี่ยนเบอร์เป็นคนแรก คือ ตัวเราเอง หาใช่คนรอบตัวเราไม่

ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเปลี่ยนเบอร์โทร กว่าจะหากเบอร์ที่ถูกใจได้แต่ละเบอร์นั้น ช่างยากนัก
แต่เมื่อเปลี่ยนเบอร์แล้วกลับพบว่า มีโอกาสได้เบอร์ดีดีเบอร์อื่นตามเข้ามา ...โดยไม่ยากเลย


การเปลี่ยนเบอร์ครั้งแรกของทุกคน

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่และอายุไม่น้อย ค่อนข้างยึดมั่นและไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
จะบอกให้คนรุ่นเก่าเปลี่ยนเบอร์ไม่ใช่ง่ายๆเลย ยิ่งเมื่อ 10 ปีก่อน เทคโนโลยีไม่ได้ก้าวหน้า เรื่องซิม
มือถือ เบอร์โทร โปรโมชั่นยังห่างไกลตัว ไม่ได้ใกล้ชิดจนเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำวันเหมือนตอนนี้ ประกอบกับพ่อและแม่ยังไม่ได้มีความเชื่อในแบบเดียวกับเรา ตอนเปลี่ยนเบอร์แรกต้องชักแม่น้ำทั้งห้า กว่าจะสำเร็จได้

แต่ยังนะคะ ยังไม่จบที่เบอร์เดียว อย่างที่บอกว่าตอนแรกกว่าจะเจอเบอร์ดีแต่ละเบอร์นั้นยากนัก เบอร์แรกของทุกคนในบ้าน จึงเป็นเบอร์ที่ยังไม่ค่อยถูกใจเต็มที่ แต่ตอนนั้นหาได้เท่านั้น จำต้องเปลี่ยนไปก่อนเพราะอย่างไรแล้วก็ดีกว่าเบอร์เก่ามาก

และแล้ว...

การเปลี่ยนเบอร์ครั้งที่สองก็ตามมา พร้อมกับเสียงบ่นพึมพำๆ "อะไร จะให้เปลี่ยนอีกแล้ว" "เปลี่ยนเบอร์นี้แล้วไม่ต้องมาให้เปลี่ยนอีกละนะ" "ถ้าจะมาให้เปลี่ยนอีกทีโดนแน่ๆ"

แต่แล้ว...

เมื่อมาถึงเบอร์ที่สาม แค่เกริ่นเรื่องเปลี่ยนเบอร์ขึ้นมาในบ้านเท่านั้นแหละ...
"ไหนล่ะ เบอร์ที่จะให้แม่เปลี่ยน" "เบอร์ป๊า เอาที่จำง่ายๆนะลูก" "เลือกที่สวยๆดีดีให้ด้วยนะ"
เอ๊ะ ทุกคนเปลี๋ยนไป๋นะ 555+

ปัจจุบัน...

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ประมาณ 9 ปีมาแล้วนะคะ หลังจากทุกคนเปลี่ยนเบอร์ครั้งที่สามซึ่งเป็นเบอร์ที่ผู้เขียนพึงพอใจแล้วและไม่คิดว่าจะเปลี่ยนอีก ไม่มีเสียงบ่นใดๆ แต่มีเสียงแบบนี้เป็นระยะ..
"มีเบอร์ดีๆกว่านี้อีกไหม" "ถ้ามีเบอร์เจ๋งๆให้เราด้วยนะ" "เพื่อนแม่เค้าอยากได้เบอร์" "ลูกจะเลือกทะเบียนรถเลขอะไร" ขอแค่บอกว่าอันไหนดี ทุกคนรับทันทีเลยค่ะ ^^


นอกจากเรื่อง ใครเปลี่ยนก่อน แล้ว ....อีกสิ่งหนึ่งที่อย่างเอ่ยถึง คือเรื่อง ...ความคาดหวัง

หากคุณกำลังเปลี่ยนเบอร์ครั้งแรก อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะต้องเปลี่ยนไปเป็นเบอร์ที่ดีที่สุด เพอร์เฟคที่สุด เพราะถ้าคิดเช่นนั้น ก็จะต้องเลือกไปเรื่อยๆและไม่ได้เปลี่ยนเสียที ถ้าเจอเบอร์ดีในระดับนึงแล้ว แม้จะยังไม่ใช่ the best แต่เทียบแล้วดีกว่าเบอร์เดิมมาก เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก่อน น่าจะดีนะคะ

การจะที่จะเปลี่ยนจาก "แย่มาก เป็น ดีมาก" ในคราวเดียวเลย เหมือนการก้าวขึ้นบันได จากอยู่ขั้น 1 ก้าวครั้งเดียวให้ขึ้นไปถึงขั้น 5 ก็คงจะยาก ที่เป็นไปได้ตามพื้นฐานความจริงคือ เปลี่ยนจาก "แย่มากเป็นดี" "จากดีเป็นดีกว่า" "จากดีกว่าเป็นดีมาก" ตามลำดับค่ะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเปลี่ยนเบอร์ ได้ที่นี่


www.berdeemongkol.com



เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

เบอร์ดี มงคล : ย้ายค่ายเบอร์เดิม

ย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือคงสิทธิ์เลขหมายเดิม
Mobile number portability ( เรียกโดยย่อว่า MNP )


เคยคิดจะเปลี่ยนเครือข่ายบ้างไหมคะ ? เมื่อก่อนนั้นเบอร์เป็นของค่ายไหนก็ต้องใช้ค่ายเดิมตลอด
แต่ปัจจุบันนี้เบอร์มือถือของเรา สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการเครือข่ายอื่นได้โดยไม่ยุ่งยากเลย

ย้ายค่ายเบอร์เดิมคืออะไร ขั้นตอนอย่างไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน

ย้ายค่ายเบอร์เดิมคืออะไร

     บริการย้ายค่ายเบอร์เดิม เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ธันวาคม ปี 2553 เป็นต้นมา
     บริการย้ายค่ายเบอร์เดิม เป็นบริการที่ลูกค้าสามารถโอนย้ายเบอร์มือถือจากผู้ให้บริการเครือข่ายเดิม ไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายใหม่ โดยสามารถใช้เบอร์มือถือเบอร์เดิมได้ เช่นจาก AIS เป็น DTAC จาก AIS เป็น Truemove H

     บริการย้ายค่ายเบอร์เดิม ทำได้ทั้งระบบเติมเงิน ( Prepaid ) และ ระบบรายเดือน ( Postpaid )
     การที่สามารถย้ายค่ายเบอร์เดิมได้ เป็นผลดีสำหรับผู้ใช้บริการ ที่มีสิทธิ์เลือกใช้บริการกับเครือข่ายใดก็ได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ใหม่ ทั้งนี้มีคนจำนวนมากใช้เบอร์ติดต่อเบอร์เดิมมาเป็นเวลานาน และต้องอยู่กับโปรเดิมค่ายเดิม โดยปราศจากทางเลือก ในอดีตนั้นหากไปใช้บริการค่ายอื่นก็จะไม่ได้เบอร์เดิมอีกต่อไป แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนั้นได้หายไป ด้วยบริการคงสิทธิ์เลขหมาย ย้ายค่ายเบอร์เดิม

   นอกจากประโยชน์เรื่องการได้ใช้เบอร์เดิมแล้ว การที่ลูกค้าทุกรายมีสิทธิ์เลือกผู้ให้บริการได้อย่างเสรี ทำให้เกิดการแข่งกันกันด้านบริการ ราคา ตลอดจนโปรโมชั่นของแต่เครือข่าย ผู้บริการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการบริการ ลดราคา จัดโปรโมชั่นมากมายเพื่อดึงให้ลูกค้าเดิมต้องการอยู่ต่อ และกระตุ้นให้ลูกค้าใหม่ย้ายค่ายมา เมื่อทุกค่ายแข่งกันทั้งบริการและราคา ประโยชน์สุดท้ายก็ตกแก่ผู้บริโภคทั้งสิ้น

ขั้นตอนการย้ายค่ายเบอร์เดิม

     > จะย้ายไปค่ายใด ติดต่อได้ที่ศูนย์บริการของเครือข่ายนั้น
     > กรอกเอกสารใบคำขอโอนย้าย พร้อมยื่นบัตรประจำตัวประชาชน
     > รับซิมการ์ดใหม่ที่เป็นของค่ายใหม่ แต่เป็นเบอร์โทรเดิมของเรา
     > รอรับ SMS แจ้งผลการย้ายค่ายประมาณ 3 วันไม่รวมวันหยุด
     > ระหว่างการย้ายค่ายยังคงใช้เบอร์เดิมซิมเดิมไปตามปกติก่อน
     > หากผลการย้ายสำเร็จ สัญญาณซิมเดิมจะหายไป ให้เปลี่ยนซิมที่ได้รับมาใหม่ใส่แทน
     > หากผลการย้ายค่ายไม่สำเร็จ ใน sms จะระบุสาเหตุให้แก้ไขตามคำแนะนำ

เงื่อนไขการย้ายค่าย

     > เบอร์เติมเงินยังมีวันใช้งานปกติ ไม่หมดอายุ
     > เบอร์รายเดือนไม่มียอดค้างชำระจากผู้ให้บริการเครือข่ายเดิม
     > ไม่มีสัญญาการใช้บริการกับผู้ให้บริการเครือข่ายเดิม
     > แบบรายเดือน ชื่อผู้ขอโอนย้ายจะต้องตรงกันกับชื่อที่ผู้จดทะเบียนรายเดือน
     > แบบเติมเงิน ต้องทำการลงทะเบียนเลขหมายกับผู้ให้บริการเครือข่ายเดิมไว้แล้ว
     > ปัจจุบันการย้ายค่ายสามารถย้ายได้เลย โดยไม่ต้องอยู่ในค่ายเดิมนานเกิน 90 วัน

เตรียมพร้อมง่ายๆ ก่อนดำเนินการ เพื่อความราบรื่น รวดเร็ว

     > เบอร์รายเดือน ให้จ่ายค่าบริการค้างชำระที่ค่ายเดิมก่อนย้ายค่าย กรณีใกล้จะครบรอบใหม่พอดี แต่ใบแจ้งค่าบริการยังไม่ออก หากไม่อยากเสียเวลา อาจจะขอให้เจ้าหน้าที่เช็คยอดใช้งานระหว่างเดือนและชำระล่วงหน้าก็ได้
     > เบอร์เติมเงิน ให้ตรวจสอบที่ศูนย์บริการ หรือตรวจสอบกับ call center ( AIS โทร 1175 , DTAC โทร 1678 , Truemove โทร 1331 ) ว่าเบอร์ที่ใช้อยู่ได้ลงทะเบียนเป็นชื่อเราถูกต้องหรือไม่ หากได้ลงทะเบียนไว้แล้ว ให้ตรวจสอบด้วยว่าการสะกดชื่อนาม สกุลตรงกับบัตรประชาชนเราหรือไม่ กรณีไม่ได้ลงทะเบียนหรือข้อมูลไม่ตรง ให้ไปติดต่อที่ศูนย์บริการค่ายเดิมเพื่อลงทะเบียนเป็นชื่อของเราให้ถูกต้อง

ติดต่อศูนย์บริการค่ายใหม่

เมื่อได้เตรียมตัวแล้ว จะย้ายไปค่ายไหน ให้ไปติดต่อที่ค่ายที่เราจะย้ายไป
กรอก แบบฟอร์มการย้ายค่าย โดยจะมีให้ระบุว่า ย้ายจากแบบเติมเงินหรือรายเดือนของค่ายใด และต้องการย้ายมาเป็นแบบเติมเงินหรือรายเดือนของค่ายใหม่ เอกสารใช้เพียงบัตรประชาชนค่ะ

     > กรณีย้ายมาเป็นแบบรายเดือน จะมีโปรโมชั่นให้เลือกว่าจะใช้โปรโมชั่นใด
     > กรณีย้ายมาเป็นแบบเติมเงิน มักมีโปรโมชั่นอัตโนมัติให้ และให้เลือกเปลี่ยนเองภายหลัง

ข้อแนะนำเพิ่มเติมก่อนย้ายค่าย

     > เบอร์เติมเงิน อย่าลืมเช็คยอดเงินคงเหลือ ถ้ามียอดเงินอยู่จะได้โอนออกให้กับญาติพี่น้องที่ใช้เบอร์เครือข่ายเดียวกัน หากไม่โอนออกเมื่อย้ายค่ายไปแล้วจำนวนเงินคงเหลือจะหายไปค่ะ ( AIS กด *140*1*เบอร์ผู้รับโอน*จำนวนเงิน# แล้วโทรออก , DTAC กด *112*เบอร์ผู้รับโอน*จำนวนเงิน# แล้วโทรออก , True โอนไม่ได้ยกเว้นกรณีได้สมัครบริการทรูมั่นนี่ไว้ )

กรณีย้ายไม่สำเร็จในครั้งเดียวเกิดจากอะไรได้บ้าง

     > ชื่อนามสกุลของผู้ใช้บริการไม่ตรงกัน ( ระหว่างฐานข้อมูลค่ายเดิม กับ ฐานข้อมูลค่ายใหม่ )
     > มียอดค่าบริการค้างชำระ ( บางทีตอนเช็คไม่มี แต่เป็นช่วงที่ใบแจ้งหนี้กำลังจะออกพอดี )
     > เป็นเบอร์ที่ได้รับมาเป็นกรณีพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขให้ใช้บริการในค่ายเดิมตามเวลาที่กำหนด

โดยมากแล้ว หากเราเตรียมตัวให้พร้อมตามที่เล่าไว้ข้างต้น การย้ายค่ายจะราบรื่น ผ่านฉลุยค่ะ ^^ 

www.berdeemongkol.com


เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

เบอร์ดี มงคล : การเปลี่ยนเบอร์

เปลี่ยนเบอร์โทรมือถือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ การเปลี่ยนเบอร์มงคล



เกี่ยวกับการเปลี่ยนเบอร์โทร

หลายคนไปดูดวงมา ไปอ่านในเว็ปมา มีคนทักมา ว่าเบอร์ที่ใช้อยู่ไม่ดี แล้วเกิดคำถามว่าควรเปลี่ยนเบอร์หรือไม่

คำตอบของผู้เขียนคือ สิ่งใดเปลี่ยนแล้วไม่ลำบาก และเปลี่ยนแล้วสบายใจ ก็เปลี่ยนเถิด อย่างน้อยก็จะได้พ้นจากเรื่องที่ค้างคาในใจว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี ..ส่วนเปลี่ยนแล้วจะดีจริงไหม จะรวยจริงไหม เจรจาธุรกิจแล้วได้ร้อยล้านพันล้านอย่างที่เค้าโฆษณาหรือไม่ ..ใช้วิจารณญาณกันด้วยนะจ๊ะ

ตัวเลขในชีวิตคนเรา มีมากมายหลายอย่าง วันเดือนปีเกิด เลขทะเบียนบ้าน เลขทะเบียนรถ เลขบัตรประชาชน ฯลฯ ในตัวเลขทั้งหมด แบ่งเป็นเลขที่สามารถเปลี่ยนได้ และเลขที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้

ถ้าเชื่อเรื่องชาติภพหรือดวงหรือกรรมในอดีต อาจเพราะส่วนนึงถูกชะตาลิขิตมาแล้วให้เป็นเช่นนั้น จึงมิใช่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เป็นดังที่ต้องการได้ ทำได้แค่บางเรื่องเท่านั้น

ทำไมคนถึงนิยมเปลี่ยนเบอร์ ก็เพราะเบอร์โทรเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้และใกล้ตัวที่สุด รองลงมาก็คือทะเบียนรถ และรองลงมาคือบ้านเลขที่ ซึ่งถ้าซื้อบ้านใหม่จึงจะมีสิทธิ์เลือก แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ ส่วนเลขอื่น แม้จะอยากเปลี่ยนเพียงไร ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

ถ้าในชีวิตคนเราเกี่ยวพันกับตัวเลขสัก 10 เรื่อง แล้วทั้ง 10 เรื่องนั้นบังเอิญตัวเลขแย่ทุกเรื่องเลย
หากเราเปลี่ยนให้ดีได้สัก 5 เรื่องก็ลดทอนความแย่ไปได้ครึ่งนึงแล้ว ...ใช่หรือไม่คะ

ดังนั้นอย่ากังวลมากเกินไปในตัวเลขแก้ไขไม่ได้ ให้ทำในสิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้และไม่เกินกำลัง
ที่สำคัญ ยึดมั่นในการกระทำของตน คิดดี ทำดี พูดดี เป็นเสริมพลังด้านดีได้ด้วยมือของเราเองค่ะ


ผ่านจากประเด็นเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนมาแล้ว ต่อไปคือเปลี่ยนอย่างไร

หลายคนถามว่า เปลี่ยนเบอร์มงคลต้องดูฤกษ์หรือไม่ ...

ที่ผู้เขียนเห็นมา มีทั้งคนที่ดูฤกษ์เปลี่ยนเบอร์ และไม่ดูฤกษ์เลย

ถ้ามีฤกษ์ที่ผู้เปลี่ยนเชื่อมั่นว่าดี การเปลี่ยนเมื่อฤกษ์ดี ก็ต้องดีอยู่แล้วค่ะ
แต่ถ้าไม่มีฤกษ์หรือไม่ได้ดูฤกษ์ไว้ ความเห็นส่วนตัว คือจะดูหรือไม่ดูก็ได้ มิใช่ว่าไม่เห็นด้วยเรื่องดูฤกษ์นะคะ เพียงแค่เห็นว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนไปใช้สิ่งดีกว่า ไม่ว่าเปลี่ยนวันไหน ก็ไม่มีผลทางลบแน่ๆ ยิ่งเปลี่ยนเร็วสิคะ ยิ่งดี ผู้เขียนคิดเช่นนี้จริงๆ และที่ผ่านมา ก็ไม่มีเบอร์ใดดูฤกษ์ในการเปลี่ยนเลย

เปลี่ยนเบอร์ จะต้องทำอะไรบ้าง

แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีความกังวล ว่าเบอร์เดิมจะมีคนติดต่อเข้ามา

หากกังวลเช่นนั้น ผู้เขียนแนะนำดังนี้ค่ะ

1.ในระยะแรกยังไม่ควรยกเลิกหรือทิ้งเบอร์เดิมในทันที
หากเบอร์เติมเป็นแบบเติมเงิน ให้เติมเงินไว้ให้มีวันใช้งานสัก 1 ปี
หากเบอร์เดิมเป็นแบบรายเดือน ยังไม่ต้องปิดบริการเบอร์นั้น แต่ให้ติดต่อคอลเซ็นต์เตอร์ขอเปลี่ยนโปรโมชั่นแบบเสียค่ารายเดือนถูกที่สุด ( ทั้งนี้อยู่ที่รับได้หรือไม่ได้กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วยนะคะ )

2.ใช้เบอร์ใหม่ ส่งข้อความ หรือโทรแจ้งยังเพื่อนฝูงญาติมิตร ว่าได้เปลี่ยนเป็นเบอร์นี้แล้ว
แน่นอนเช่นกันว่า แม้จะทำเช่นนี้แล้ว บางทีผู้รับข้อความไม่ได้เปิดอ่าน หรือญาติมิตรไม่ได้เมมเบอร์ใหม่ไว้ ดังนั้นเป็นไปได้สูงว่าเมื่อต้องการติดต่อมา ก็จะนึกและจำได้แต่เบอร์เดิมอยู่ นี่เป็นเหตุผลที่ผู้เขียนแนะนำให้ทำตามข้อที่ 1 ก่อนค่ะ

3.เฉพาะช่วงแรกๆ ถ้าเป็นไปได้หาโทรศัพท์รุ่นเก่าๆหรือรุ่นธรรมดาราคาหลักร้อย มาใส่เบอร์เดิมไว้ค่ะ แล้วคอยดูสายที่ติดต่อเข้ามา เผื่อจะเป็นเพื่อนเก่าแก่ หรือคนสำคัญที่เรายังแจ้งไม่ครบ แต่ไม่ต้องรับสายนะคะ คอยดู miss call แล้วใช้เบอร์ใหม่โทรกลับไปค่ะ ( ถ้ายังคอยรับสายเบอร์เดิม หรือใช้เบอร์เดิมโทรกลับไป สุดท้ายเปลี่ยนเบอร์ไม่ได้แน่ๆ จะมีแต่คนโทรมาเบอร์เดิมค่ะ )

4.นับจากเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้ว ไม่ว่าจะโทรติดต่อกลับใคร ให้ย้ำว่า เราใช้เบอร์นี้นะ วางสายแล้วให้เมม ไว้เลย และช่วยลบเบอร์เก่าออกด้วย


เรื่องการเปลี่ยนเบอร์มือถือยังมีประเด็นที่ควรคำนึงดังนี้ค่ะ

1.เมื่อเปลี่ยนเบอร์มือถือแล้ว ควรจะใช้เบอร์ที่เปลี่ยนเป็นเบอร์หลัก

2.แค่มีเบอร์ดี เบอร์มงคลไว้ในครอบครองแล้ววางไว้เฉยๆ ไม่ค่อยได้ใช้ ก็จะไม่เกิดประโยชน์นะคะ เบอร์ที่ใช้มาก ย่อมส่งผลมาก 

3.ไม่ควรตั้งโอนสายจากเบอร์เดิมมาเบอร์ใหม่ นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยนเบอร์ค่ะ ตราบใดที่เค้าติดต่อมาเบอร์เดิมได้เป็นปกติ ครั้งหน้าเค้าก็จะยังโทรมาเบอร์เดิมค่ะ

4.กรณีเบอร์จดทะเบียนเป็นชื่อคนนึง แต่คนคนใช้เป็นอีกคนนึง ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน ไม่ใช่ผู้มีชื่อจดทะเบียนนะคะ เช่นเบอร์ที่จดทะเบียนในนามบริษัท ใครใช้อยู่ประจำถือเป็นเบอร์ของคนนั้นค่ะ หรือ เบอร์จดทะเบียนชื่อพี่ แต่น้องใช้งาน ถือว่ามีผลต่อน้องนะคะ


ประโยคที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่ใช้ระบบรายเดือน คือจะเอาเบอร์ใหม่ไปจดทะเบียนแทนเบอร์เดิม

ขอให้ทำความเข้าใจดังนี้นะคะ การจดทะเบียนเบอร์ใหม่ กับ การยกเลิกเบอร์เดิม เป็นคนละส่วนกัน
บุคคลหนึ่งคน สามารถมีเบอร์จดทะเบียนรายเดือนได้หลายเบอร์ตามที่ต้องการ (ขึ้นอยู่กับว่ารับภาระค่าใช้จ่ายได้ไหม)

ดังนั้นการจดทะเบียนเบอร์ใหม่ ทำได้โดยไม่ต้องยกเลิกหรือปิดเบอร์เดิม
เมื่อได้เบอร์ใหม่แล้ว ท่านไปจดทะเบียนเบอร์ใหม่ได้เลยค่ะ ส่วนเบอร์เดิมเราสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเอาไว้ก่อนหรือจะปิดไปเลย ซึ่งถ้ามีความห่วงกังวลเรื่องการติดต่อที่สำคัญ แนะนำตามข้างต้นค่ะ
รักษาเบอร์เดิมไว้ก่อนด้วยการเปลี่ยนเป็นโปรโมชั่นขั้นต่ำ จนคิดว่าไม่มีคนติดต่อแล้ว ค่อยไปยกเลิกได้ทุกเมื่อค่ะ

อีกคำถามยอดนิยมของผู้ที่ใช้ระบบรายเดือน คือ เปลี่ยนเบอร์แล้วจะได้รับโปรโมชั่นเดิมไหม

จะได้โปรโมชั่นเดิมไหมขึ้นอยู่กับว่าโปรโมชั่นเดิมที่ใช้อยู่นั้น เป็นโปรโมชั่นที่มีให้สมัครในปัจจุบันหรือไม่ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่าโปรเดิมที่ใช้อยู่เป็นโปรเก่าแก่ ต่ออายุให้เฉพาะผู้ที่เคยใช้โปรนั้น เช่นนี้แล้วเบอร์ใหม่ที่นำไปจดทะเบียนจะไม่สามารถรับสิทธิ์โปรเดิมต่อจากเบอร์เก่านะคะ อย่างที่เล่าไปด้านบน การจดทะเบียนเบอร์ใหม่ กับ การยกเลิกเบอร์เดิม เป็นคนละส่วนกันค่ะ

ประเด็นต่อมาในการเปลี่ยนเบอร์ คือ การยึดติดกับโปรโมชั่นเดิม ยิ่งเมื่อเบอร์ใหม่ไม่สามารถใช้โปรเดิมที่เคยมี (ซึ่งอาจเป็นโทรถูก โทรเหมาจ่าย ไม่มีค่ารายเดือนขั้นต่ำ ฯลฯ ) เหล่านี้เป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนเบอร์นะคะ สุดท้ายหลายๆท่านก็เอาเบอร์ใหม่ไว้เป็นเครื่องประดับ แต่ใช้งานเบอร์เก่าในการติดต่ออยู่ดี เช่นนี้แล้ว การเปลี่ยนเบอร์จะไม่ต่างกับการไม่ได้เปลี่ยนเลย


เมื่อผู้เขียนเปลี่ยนเบอร์ครั้งแรก...

ตอนนั้นโปรโมชั่นของเบอร์เดิม คือ dtac buffet เหมาจ่ายเดือน 699 บาท โทรได้ไม่อั้นทุกค่าย ใครที่ทันรุ่นนั้นคงจะรู้จักโปรนี้นะคะ ^_^ มันคุ้มมากๆ และได้รับการต่ออายุเรื่อยๆ จนมีการจำกัดช่วงเวลาว่าถึง 17.00น. ( และสุดท้ายของโปรนี้คือเพิ่มราคามาเป็น 799 บาท และหมดโปรโมชั่นไปในที่สุด )

ขณะนั้น ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคนที่ยึดติดกับโปรโมชั่นของเบอร์เดิม หลังจากได้เบอร์ใหม่มาแล้ว ก็ยังคงใช้เบอร์เดิมโทรออกเพราะถูก ฟรี ประหยัด

จนมีบุคคลหนึ่งทักว่า ทำไมเอาเบอร์นี้โทรมา เปลี่ยนเบอร์แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังใช้เบอร์เดิมอยู่อีก
ผู้เขียนได้ตอบไปว่า ก็เบอร์นี้โปรมันถูก ที่โทรอยู่ตอนนี้ก็ไม่เสียตังค์เพราะเหมาะจ่าย

จึงได้คำตอบกลับมาว่า ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังใช้เพราะมันถูก แสดงว่าเห็นแก่ถูก โดยไม่คำนึงถึงผลเสียด้านอื่นแล้วใช่ไหม แล้วถ้าเค้าต่อโปรให้เรื่อยๆ ก็จะใช้ไปเรื่อยๆใช่ไหม (ในใจตอนนั้นตอบ"ใช่")
ถ้างั้น... มันก็คงเป็นกรรมของคุณ ผมคงช่วยอะไรไม่ได้ -_-" ( โดนเต็มๆ )

นับจากนั้น ผู้เขียนจึงตัดใจจากโปรโมชั่นนั้น และใช้เบอร์ที่เปลี่ยนใหม่เป็นเบอร์หลักเพียงเบอร์เดียว จากเดิมที่โทรเรื่อยเปื่อยเพราะเป็นโปรโทรไม่อั้น ก็ปรับตัวมาใช้โทรในเรื่องปกติที่ควรโทร ช่วงแรกรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นมาเรื่องโปรโมชั่นกับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นก็หายออกไปจากความคิด ถ้าหากว่าเราดีขึ้น ดีขึ้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่องค่าโทรศัพท์ก็จะไม่เป็นประเด็นอีกเลย

www.berdeemongkol.com



เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

56 - 65 เงินทอง

เกี่ยวกับเลข 56 และ 65 ...about number 56 and 65

เคยได้ยินมาก่อนไหมคะว่า เลขนี้สื่อถึงเงินทอง
56 เงินทอง ความสุข...
65 เงินทอง ความสุข...
65 เป็นเลข hot เลขนิยมระดับต้นๆ ที่มีคนต้องการและถามหามากสุดๆ
สำหรับเลข 65 นั้นก็มีสองกระแสเช่นกัน คือทั้งที่นิยมชมชอบ กับทั้งที่บอกว่าไม่ค่อยดี (เช่นเดียวกับเลข 63)

ฝั่งที่นิยมชมชอบ ชอบเพราะเชื่อว่าเป็นเลข ทรัพย์สิน เงินทอง ความสุข
ฝั่งที่ไม่ชอบ บอกว่าเลขนี้เป็นคนเห็นแก่ตัว

เอ๊ะ ยังไง ?

ประมวลผลด้วยตนเองจากการรับฟังหลายๆทางได้ข้อมูลดังนี้ค่ะ

65 เกี่ยวกับเงินทองและความสุข

65 เหมาะกับคนแสวงหาเงินทองและความสุข

65 ไม่เหมาะกับคนประมาท หรือหลงลืมตน

65 เงิน เงิน เงิน ดังนั้นอาจจะบ่งบอกว่าคนนั้นบ้าหาเงิน คิดถึงแต่เรื่องเงินๆทองๆ บูชาเงิน เห็นแก่เงินเป็นสำคัญ หรือหายใจเข้าออกเป็นเงิน อยู่ที่ระดับพื้นฐานนิสัยและจิตใจ

กลุ่มที่บอกว่า 65 เห็นแก่ตัว อาจจะเพราะบ้าเงิน ประมาณว่าเห็นแก่เงิน บูชาเงินเป็นสำคัญนั่นเอง


สรุปความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน

65 บอกถึงเรื่องเงิน เงิน เงิน และเงิน
65 ดีหรือไม่ดี ขึ้นกับพื้นฐานการกระทำของคนเป็นตัวกำหนดร่วมด้วย
บ้าเงิน มีทั้งคิดแต่จะทำงานเพื่อได้เงิน หรือคิดแต่จะได้เงินโดยโดยไม่ลงมือทำ (หวังมีหวังได้จากผู้อื่น) เช่นคิดถึงแต่ผลประโยชน์ คิดแต่จะเรียกเงิน ขอเงิน หวังสมบัติ เป็นต้น

ใช้ 65 จะรวยไหม ก็อยู่ที่การกระทำของเราเช่นกัน อิทธิพลของเลข(หากตัวเราเองเชื่อว่ามี) ก็เป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น

ใช้เลข 65 แล้วนั่งนอนเฉยๆ ไม่ทำมาหากินก็คงไม่รวย หรือถ้ารวยอยู่แล้วแต่ประมาทในชีวิตใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่คิดหาเพิ่ม ไม่ดูแลทรัพย์ที่มี วันนึงก็กลายเป็นจนได้เช่นกัน
ใช้เลข 65 แล้วทุ่มเททำงานเพื่อนให้มีเงิน ย่อมร่ำรวยตามผลแห่งการกระทำนั้น และเมื่อร่ำรวยแล้ว ก็อยู่ที่จะลืมตัว ลืมคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากเงินหรือเปล่า จะเปลี่ยนไปเป็นคนที่ทำอะไรก็คิดถึงประโยชน์ไหม (จะไร้ความสุขและถูกมองว่าเป็นเป็นคนเห็นแก่ตัว ก็ตรงนี้ล่ะนะ) เหมือนประโยคที่ได้ยินกันบ่อยๆ เครื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร บางคนรวยแล้วนิสัยเปลี่ยนได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้อำนาจเงินหรือความโลภครอบงำจิตใจ ขยันทำมาหากิน + เป็นคนดีมีคุณธรรม ความร่ำรวยในแบบที่มีความสุขด้วย ก็จะตามมาค่ะ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลขศาสตร์ ความหมายเลขศาสตร์ ที่นี่

www.berdeemongkol.com



เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

36 - 63 ความรัก

เกี่ยวกับเลข 36 และ 63 ...about number 36 and 63

เคยได้ยินมาก่อนไหมคะว่า เลขนี้สื่อถึงเรื่องของความรัก
63 ความรัก...
36 ความรัก...

สำหรับเลข 63 หรือ 63 นั้นเป็นเลขที่มีความหมายทั้งบวกและลบ
อยู่ที่ได้ยินมาจากแหล่งข้อมูลไหน

ข้อมูลทางดีคือ สมหวังในความรัก ...คนก็เลยตามหาเลข 63 กันใหญ่...
แต่อีกข้อมูลหนึ่ง เค้าบอกว่าไม่เอาเลข 63 เพราะจะทำให้วุ่นวาย ชีวิตไม่เป็นสุข

เอ๊ะยังไง ?

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเองก็สับสนอยู่ไม่น้อย
สรุปว่า 63 ดีหรือไม่ดีกันแน่

ประมวลผลด้วยตนเองจากการรับฟังหลายๆทางได้ข้อมูลดังนี้ค่ะ

63 เกี่ยวกับความรัก
63 มีความหมายด้านบวก

แต่เป็นเลขดีที่มีเงื่อนไข

63 เหมาะสำหรับบางคนแต่ไม่เหมาะสำหรับบางคน

63 เป็นผลดีสำหรับคนที่ขาดความรัก และอยากเจอความรัก เช่น คนโสด

63 เป็นไม่เหมาะกับคนที่มีความรัก หรือมีคู่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เพราะจะมีความรักเข้ามาอีก ( รักแยะ เจ้าชู้ )

63 เหมาะสำหรับคนที่รู้จักยับยั้งชั่งใจ เพราะหากคุณยับยั้งชั่งใจได้ (พื้นฐานไม่เจ้าชู้) ไม่ว่าคุณจะกำลังโสดหรือมีคู่อยู่แล้ว 63 ก็จะไม่สร้างปัญหาให้ชีวิตคุณ

พอจะได้ไอเดียหรือยังคะ ^^

เช่น ตอนนี้โสด เอา 63 มาใช้ แล้วเกิดสมหวังขึ้นมาจริงๆ ต่อมาคุณก็จะกลายเป็นคนมีคู่ที่มีเลข 63 อยู่กับตัว เช่นนี้แล้ว ปัญหาจะเกิดหรือไม่อยู่ที่พื้นฐานนิสัยของคนๆนั้น หากมีความมั่นคง หนักแน่น ยับยั้งชั่งใจ รู้ควรไม่ควร ก็ใช้ 63 ได้ไม่มีปัญหา ในทางตรงกันข้าม หากคุณเป็นคนเจ้าชู้อยู่แล้ว มีเรื่องรักๆไม่ได้ขาด เอาเลข 63 มาใช้อีก อาจเกิดรักซ้อน รักแยะ และวุ่นวายในความรัก ตามมาได้ หรือถ้ามีครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจไม่มั่นคง (ขอย้ำว่า เฉพาะในกรณีพื้นฐานเป็นคนเจ้าชู้และไม่ยับยั้งชั่งใจในเรื่องของความรัก )

สำหรับคำแนะนำ(ที่เป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้แต่ก็อยากให้ระวังไว้ก่อน) คือหากคุณกำลังมีแฟน และแฟนเจ้าชู้ หรือมีสามี สามีเจ้าชู้ ก็มีแนวทางว่า พยายามเลี่ยงไม่ใช้เค้าใช้ 63 นะคะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากคนรู้จักให้ช่วยเลือกเลข ถ้าเราเป็นเพื่อนกับฝ่ายหญิงที่มีแฟนหรือสามีแล้ว จะไม่แนะนำให้แฟนเค้ามีเลข 36 หรือ 63 เลย (ออกแนวระวังไว้ก่อน) เพราะไม่อาจจะรู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นฝ่ายชาย (ไม่มีเลขนี้ไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของเพื่อนเรา) แล้วถ้าเพื่อนเป็นฝ่ายชายล่ะ... ถ้าโสดอยู่ วันๆสนใจแต่เรื่องงาน อันนี้มี 63 ได้ แต่ถ้าโสดอยู่ มีกิ๊กไปทั่ว สับรางไม่ทัน ไม่ลงเอยเป็นตัวเป็นตนกับใครสักที ให้เลี่ยง 63 จะดีกว่า

สรุปความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คือ 63 เสริมความรัก คำว่าเสริมเหมาะสำหรับคนที่ขาด ส่วนคนที่มีมากอยู่แล้ว อะไรที่มันมาก “เกินไป” ก็ย่อมเป็นไปได้ว่า อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ

 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลขศาสตร์ ความหมายเลขศาสตร์ 1-100 ที่นี่

www.berdeemongkol.com


เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้

เบอร์ดี มงคล : ซิมการ์ดมือถือ

ซิมการ์ดมือถือ About Mobile Simcard


เบอร์มือถือ ซิมมือถือ ซิมโทรศัพท์ ซิมการ์ดคืออะไร มีกี่ชนิด มีกี่ขนาด แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ซื้อเบอร์ทำไมต้องรู้เรื่องซิม รวมเรื่องเล่าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับซิมการ์ดมือถือ ที่นี่เลยค่ะ ^_^

ซิมการ์ด (Simcard) คืออะไร

"ซิมการ์ด" หรือที่เรียกกันย่อๆว่า "ซิม" ( SIM ) เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับใส่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้เครื่องสามารถติดต่อกับเครือข่ายได้

ซิมการ์ด มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกขนาดเล็กที่ประกอบด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สีทองเหลือง บรรจุข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์(เบอร์มือถือของเรา) เครือข่ายของผู้ให้บริการ( AIS , DTAC หรือ Truemove H ) บริการที่เลือกใช้งาน รายชื่อที่ติดต่อ ทั้งนี้คำว่าซิม SIM ย่อมาจาก Subscriber Identity Module ส่วนการ์ด Card คือแผ่นพลาสติกขนาดเล็ก


ซิมการ์ด (Simcard ) มีประโยชน์อย่างไร

ประโยชน์ของซิมการ์ด

1. ใช้ในการระบุเบอร์โทรที่ใช้งาน
2. เป็นตัวเชื่อมโยงบริการต่างๆระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ
3. ใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว เช่น รายชื่อติดต่อ และ ข้อความสั้น(sms)
4. สามารถย้ายเลขหมายนั้นไปใช้กับอุปกรณ์สื่อสารชนิดอื่น เช่น โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่  นำไปใส่ในแอร์การ์ดหรือโน้ตบุ๊ค(รุ่นที่ใส่ซิมได้) เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น (ลองคิดดูว่าหากไม่มีซิมการ์ด เบอร์โทรกับรายชื่อฝังอยู่ในมือถือ พอจะเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ คงต้องทิ้งเบอร์หรือไม่สามารถนำรายชื่อที่ติดต่อออกมาใช้กับโทรศัพท์ใหม่ได้)
5. สนับสนุนการทำ International Roaming (IR) เมื่อมีการใช้งานในต่างประเทศ


การทำงานของซิมการ์ด

ซิมการ์ดจะเก็บหมายเลขอีมี่ IMSI (International Mobile Subscriber Identity) ซึ่งเป็นหมายเลขที่ไม่ซ้ำกับ SIM อื่น ๆ ทั่วโลก หมายเลขนี้ "เชื่อมโยง" หมายเลขโทรศัพท์(เบอร์มือถือ)ของเจ้าของ SIM  และมีการเก็บข้อมูลอยู่ที่ฐานข้อมูลของผู้ให้บริการเครือข่ายที่เราใช้งาน ( AIS , DTAC หรือ Truemove H ) เบอร์โทรศัพท์ของเราไม่ได้ฝังไว้กับซิม แต่จะถูกบันทึกไว้ในระบบของผู้ให้บริการว่าหมายเลขนี้ปัจจุบัน "เชื่อมโยง" กับซิมใดอยู่ และสามารถนำหมายเลขนี้ไปเชื่อมโยงกับซิมการ์ดใบอื่นได้ใหม่ (แต่ไม่สามารถมีซ้ำซ้อนกันในเวลาเดียวกัน) เราจึงสามารถใช้เบอร์เดิมได้ไม่ว่าจะเปลี่ยนซิมการ์ดใบใหม่หรือขนาดใหม่ หรือในกรณี SIM หายหรือชำรุด ท่านยังสามารถ ติดต่อกับคอลเซ็นเตอร์ แต่ละค่าย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล เพื่อนำมาสร้างซิมการ์ดใบใหม่ให้ ทำให้ใช้เบอร์เดิมได้
(คำว่า "เปลี่ยนซิม" จึงแตกต่างกับกับคำว่า "เปลี่ยนเบอร์" นะคะ เพราะอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน)


ซิมการ์ดมีกี่ขนาด

ปัจจุบันซิมการ์ดมี 3 ขนาด ได้แก่


1. ขนาดปกติ ( Normal Sim ) ใช้กับโทรศัพท์ทั่วๆไป มีความกว้าง 15 มิลลิเมตร ยาว 25 มิลลิเมตร และหนา 0.76 มิลลิเมตร

2. ขนาดกลาง ( Micro Sim ) ไมโครซิม คือซิมการ์ดที่มีส่วนของพลาสติกล้อมรอบเล็กกว่า ซิมการ์ด ขนาดปกติ ไมโครซิมมีความกว้าง 12 มิลลิเมตร และยาว 15 มิลลิเมตร ส่วนความหนานั้นเท่ากัน คือหนา 0.76 มิลลิเมตร

โดยขนาดของแผงวงจรของ micro SIM และ normal SIM นั้นเหมือนกันทุกประการ

3. ขนาดเล็ก ( Nano Sim ) นาโนซิม คือซิมการ์ดที่มีส่วนของพลาสติกล้อมรอบที่เล็กกว่าซิมธรรมดาและไมโครซิม นาโนซิมมีความกว้าง 8.8 มิลลิเมตร และยาว 12.3 มิลลิเมตร ส่วนความหนาอยู่ที่ 0.67 มิลลิเมตร บางกว่า normalSIM และmicroSIM


ทำไมซิมการ์ดต้องมีหลายขนาด

เนื่องจากพัฒนาการทางเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ มีขนาดเล็กลง บางลง ประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนทั้งหลาย การที่ซิมมีขนาดเล็กลง พื้นที่ภายในตรงช่องวางหรือถาดซิมก็เล็กลง ทำให้ทำให้มีพื้นที่วงจรภายในสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ มากขึ้น มีอิสระในการออกแบบมากขึ้น

ทั้งนี้มีการประกาศใช้อย่างเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยสถาบันมาตรฐานโทรคมนาคมแห่งสหภาพยุโรป (European Telecommunications Standards Institute) เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ด (Tablet) สามารถลดขนาดของถาดซิมในอุปกรณ์ในอนาคต
( Micro SIM ไมโครซิม เริ่มใช้เพื่อ พ.ศ. 2547 Nano SIM นาโนซิม เริ่มใช้เมื่อ พ.ศ. 2555)


ซื้อเบอร์มาแล้ว แต่ขนาดซิมไม่ตรงกับที่ต้องการใช้งานทำอย่างไร

เมื่อเราต้องการเปลี่ยนขนาดซิม ทางเลือกที่แนะนำคือติดต่อเปลี่ยนซิมที่ศูนย์บริการได้ค่ะ เราต้องการใช้ซิม ขนาดไหนแจ้งพนักงานได้เลย เปลี่ยนง่าย และไม่มีค่าใช้จ่าย
( ยกเว้น ขณะที่ไปติดต่อซิมสำรองที่เตรียมไว้สำหรับการเปลี่ยนซิมของศูนย์นั้นหมดพอดี อาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนซิมเล็กน้อย ประมาณ 30-50บาทค่ะ )


ไม่ไปศูนย์ จะตัดซิมเองได้ไหม

เมื่อแผงวงจรของ micro SIM และ normal SIM นั้นเหมือนกันและขนาดเท่ากันทุกประการ เราจึงสามารถนำ normal SIM ที่เรามีอยู่ มาตัดเอง ด้วยกรรไกร คัตเตอร์ ฯลฯ ให้มีขนาดเท่ากับ micro SIM ได้ โดยส่วนที่เราตัดออกเป็นเพียงแค่พลาสติกเปล่าๆ ที่ล้อมรอบแผงวงจรด้านในเท่านั้น จึงไม่ได้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของซิม แต่สำหรับ nano SIM ซึ่งบางกว่านั้น ไม่สามารถทำได้นะคะ
อย่างไรก็ตามไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะหากตัดผิด ตัดเบี้ยว ตัดแล้วมีหยัก อาจสร้างความเสียหายต่อซิม และโทรศัพท์คุณ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ แม้ว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์ ที่ออกแบบมาเพื่อการตัดซิมโดยเฉพาะ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าควรไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการจะดีกว่านะคะ


มีวิธีเปลี่ยนซิมเล็กกลับเป็นซิมขนาดเดิมไหม

มีอุปกรณ์เสริมสำหรับแปลง microSIM ให้มีขนาดเท่ากับ namal SIM เหมือนเดิมค่ะ แต่ต้องหาซื้อมาเก็บไว้ หรือหากมีบล็อคซิมก็นำซิมกลับไปใส่บล็อคเดิม(ก่อนแกะ)ก็ใช้ได้นะคะ แต่ต้องคอยระวังไม่ให้ซิม หลุดจากบล็อคเดิม ดังนั้นแนะนำเหมือนเดิมคือติดต่อเปลี่ยนซิมที่ศูนย์บริการดีที่สุดค่ะ


ซิมเติมเงิน กับซิมรายเดือน ต่างกันอย่างไร

ต่างกันแค่สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนแผ่นพลาสติก แต่ขนาด รูปร่าง และการใช้งานไม่ต่างกัน


ซิมการ์ดการ์ดหายทำอย่างไร

ตามที่เล่าไปข้างต้น ว่าทางผู้ให้บริการการเก็บข้อมูลเบอร์โทรศัพท์และความเชื่อมโยงกับซิมการ์ดไว้ที่ฐานข้อมูล ดังนั้นกรณีทำซิมหาย ท่านยังมีโอกาสใช้ซิมเบอร์เดิมอยู่

หากเป็นเบอร์รายเดือน ( Postpaid ) เบื้องต้น ให้โทร CALL CENTER แจ้งระงับการใช้งานของเบอร์นั้นไว้ก่อน  AIS = 1175 , DTAC = 1678 , TRUE H = 1331  เพื่อป้องกันผู้เก็บได้นำไปใช้งานหรือโทรไปต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ท่านต้องรับภาระค่าบริการมหาศาล

จากนั้นไปติดต่อศูนย์บริการของเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ เช่นใช้เบอร์ AIS ก็ติดต่อที่ศูนย์ AIS เพื่อขอทำซิมใหม่เบอร์เดิม

หากเป็นเบอร์เติมเงิน ให้ติดต่อศูนย์บริการโดยด่วน
กรณีเบอร์เติมเงิน ( Prepaid ) ของท่านจัดอยู่ในกลุ่มเบอร์สวย เจ้าหน้าที่จะขอให้ไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานในการออกซิมใหม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสขโมยเบอร์ผู้อื่น เป็นการรักษาประโยชน์ของเจ้าของเบอร์ ดังนั้นหากท่านถูกร้องขอให้เอาใบแจ้งความมาประกอบ อย่าได้โมโหหรือเกี่ยงงอนนะคะ ถ้าเราเป็นเจ้าของเบอร์จริง ควรให้ความร่วมมือ และชื่นชมที่ผู้ให้บริการรอบคอบต่อลูกค้าค่ะ ( ลองคิดว่า ถ้ามีคนไม่ดีมาแจ้งทำซิมเบอร์ของท่าน แล้วเจ้าหน้าที่ออกซิมใหม่ให้ง่ายๆ คงไม่ดีแน่ๆใช่ไหมคะ)

สำหรับการทำซิมใหม่เบอร์เดิม อาจมีค่าใช้จ่ายพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย อยู่ที่ผู้ให้บริการและระยะเวลาในการเป็นลูกค้าของท่าน หากเป็นลูกค้ามานานมักจะได้รับการยกเว้นค่ะ


ซิมการ์ดถูกปฏิเสธ ต้องทำอย่างไร

เกิดได้จากหลายสาเหตุ ลองตรวจสอบดูนะคะว่าของท่านตรงกับข้อไหน

1. เครื่องมีปัญหา

กรณีนี้ เช็คเบื้องต้นด้วยการหากเครื่องอื่นหรือยืมเครื่องเพื่อนมาใส่ซิมเราดูนะคะ
ถ้าใช้งานได้ แสดงว่าเป็นที่เครื่องเรา ถ้าใช้งานไม่ได้เหมือนกัน แสดงว่าเป็นที่ซิมเรา

2.ซิมอาจเสียหรือชำรุดจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน

ซิมการ์ดที่ใช้งานไปนานๆ อาจเกิดความชื้นสะสมที่บริเวณวงจรทองเหลือ สังเกตง่ายๆะจะมีคราบขุ่นเกาะติด ให้ลองทำความสะอาดด้วยยางลบดินสอ ถูๆๆ ให้คราบออก แล้วใส่ซิมอีกครั้ง อาจจะใช้งานได้ตามปกติค่ะ แต่หากยังไม่ได้หรือบางครั้งใช้ได้บางครั้งใช้ไม่ได้ เป็นอาการบ่งบอกว่าซิมเริ่มชำรุด ให้ติดต่อเปลี่ยนซิมที่ศูนย์บริการค่ะ

3.เบอร์หมดอายุ

3.1 กรณีเบอร์ที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน อาจเกิดจากเกินกำหนดอายุในการเปิดบริการค่ะ ( เบอร์โทรเป็นสินค้าที่มีอายุทั้งอายุเปิดบริการและอายุในการใช้งาน เหมือนปลากระป๋อง หรือนมกล่อง หากไม่เปิดภายในกำหนด หมดอายุแล้ว ก็ไม่สามารถบริโภคได้ค่ะ) ถ้าเป็นกรณีไม่เปิดบริการภายในเวลาที่กำหนดแบบนี้ไม่สามารถแก้ไขใดๆได้เลยค่ะ เพราะเป็นความบกพร่องของตัวเราเองที่ไม่นำเบอร์มาใช้งานภายในเวลาที่กำหนด

3.2 กรณีเบอร์ใช้อยู่ อาจจะไม่ได้เติมเงินนานจนวันใช้งานหมด เมื่อวันใช้งานหมดลง หากยังไม่มีการเติมเงินภายใน 1 เดือนนับจากนั้น เบอร์ก็จะถูกตัดสัญญาณโดยผู้ให้บริการค่ะ และจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตออกมาขายใหม่ในอีกระยะเวลาหนึ่ง หากเพิ่งถูกตัดสัญญาณไม่กี่วัน โอกาสได้คืนยังพอมีค่ะ (แม้จะน้อยนิด) ให้รีบติดต่อศูนย์บริการโดยด่วนที่สุด ถ้าซิมยังไม่เข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ยังพอมีโอกาสได้คืนอยู่บ้างค่ะ ควรลองติดต่อดูก่อนนะคะ

4.กดรหัส PIN หรือรหัส PUK ผิดหลายครั้งจนซิมล็อค

PIN คืออะไร

PIN ย่อมาจาก Personal Indentification Number เป็นรหัส 4-8 หลัก ใช้ป้องกันผู้อื่นมาใช้งานSIM โดยไม่ได้รับอนุญาต (สำหรับเครื่องที่ มีรหัสล็อค ก่อนเข้าสู่หน้าจอใช้งาน ควรทราบว่า รหัสล็อคเครื่อง กับรหัสล็อคพิน เป็นคนละอันกันนะคะ)

หากกดผิดเกิน 3 ครั้ง SIM จะ LOCK ตัวเอง ต้องใช้รหัส PUK

PUK คืออะไร

PUK ย่อมาจาก PIN Unlock Key หรือ personal unblocking key  เป็นรหัส 8 หลัก ที่ใช้ปลดล็อคเมื่อซิมเราถูกล็อคพิน เมื่อกดผิดเกิน 3 ครั้ง SIM จะ LOCK ตัวเอง ต้องใช้ PUK Code ในการปลดล็อค รหัส PUK ของแต่ละซิมการ์ดนั้นจะถูกพิมพ์เอาไว้ที่ซองหรือกล่องที่ใส่ซิมการ์ดนั่นเอง
เมื่อซื้อซิมเบอร์ใหม่มาใช้ ก็ควรเก็บซองหรือกล่องไว้ด้วยนะคะ
หากทิ้งซองหรือกล่องซิมการ์ดไปแล้ว จึงไม่รู้ว่าจะหา PUK Code ได้จากไหน ให้ติดต่อศูนย์บริการ ( AIS = 1175 , DTAC = 1678 , TRUE H = 1331 )  โดยพนักงาน call center จะถามคำถามเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเป็นเจ้าของซิมการ์ดหมายเลขนั้นจริง เมื่อได้รหัสแล้วก็สามารถปลดล็อคให้ซิมกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมค่ะ


เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเรื่องของซิมการ์ด ที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น เรื่องซิมๆ ก็มีประเด็นเบ็ดเตล็ดให้ได้เล่าเยอะแยะเชียว หวังว่าคงได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างเพียงคนละเล็กน้อยก็ยังดีค่ะ ...รู้ไว้ใช่ว่านะคะ จะซื้อเบอร์ใหม่ เปลี่ยนเบอร์ใหม่ เปลี่ยนมือถือใหม่ รู้เรื่องซิมไว้บ้างก็ย่อมดีค่ะ ^_^


www.berdeemongkol.com


เขียนโดย ideaBerdee [ ไอเดียเบอร์ดี ]
สงวนสิทธิ์ในงานเขียนทุกหน้าในบล๊อกนี้